
หลายคนเริ่มต้นปีด้วยเป้าหมายว่าอยากมีเงินเก็บมากขึ้น อยากมีเงินก้อนไว้ใช้ในอนาคต หรืออยากวางแผนภาษีให้เป็นระบบมากกว่าเดิม โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน เจ้าของกิจการ และคนทำงานอิสระที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี
หากต้องการวางแผนเงินก้อนระยะยาว พร้อมมีความคุ้มครองชีวิตและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไข ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยสร้างวินัยทางการเงิน ได้รับผลประโยชน์เมื่อครบกำหนดสัญญา และยังช่วยดูแลความมั่นคงให้คนที่รักหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
บทความนี้จะพาไปดูว่าประกันชีวิตแบบไหนเหมาะกับคนที่อยากมีเงินก้อน พร้อมลดหย่อนภาษียาว ๆ ควรเลือกอย่างไร และประกันชีวิตแบบไหนดีที่ตอบโจทย์เป้าหมายของคุณ
1. ประกันชีวิตสร้าง “เงินก้อน” ได้อย่างไร ?
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบออมทรัพย์ เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยสร้างเงินก้อนในอนาคตได้อย่างมีวินัย เพราะผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนด ทำให้เกิดการออม* แบบบังคับ
เมื่อครบกำหนดสัญญา บริษัทประกันจะจ่าย “เงินครบกำหนด” ซึ่งมักเป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนเดียว หรือบางแบบอาจมีเงินคืนระหว่างทาง ทำให้ผู้เอาประกันภัยสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้ชัดเจน เช่น ใช้เป็นเงินเกษียณ เงินดาวน์บ้าน หรือเงินทุนธุรกิจ
ข้อดีสำคัญคือ ความแน่นอนของเงินที่จะได้รับ ต่างจากการลงทุนบางประเภทที่มีความผันผวน
สรุปจุดเด่น
- ได้รับเงินก้อนเมื่อครบสัญญา วางแผนอนาคตได้ชัดเจน
- เป็นการออมแบบมีวินัย ลดโอกาสใช้เงินเกินตัว
- ความเสี่ยงต่ำ เงินต้นและผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน
2. ประกันชีวิตช่วย “วางแผนภาษี” อย่างไร ?
ประกันชีวิตเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของ กรมสรรพากร โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบทั่วไป ที่มีเงื่อนไขตรงตามที่กำหนด
หลักสำคัญคือ เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี นอกจากระยะเวลาคุ้มครองแล้ว อย่าลืมพิจารณาระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันภัยด้วย แม้ว่ากฏหมายจะไม่ได้กำหนดจำนวนปีขั้นต่ำเอาไว้ แต่หากเลือกซื้อประกันชีวิตที่มีการกำหนดให้จ่ายเบี้ยประกันภัยยาวหลายปีติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็น 5 ปี, 12 ปี, 17 ปี เป็นต้น ก็จะทำให้การวางแผนภาษีระยะยาวของคุณง่ายกว่าการซื้อประกันชีวิตที่ชำระเบี้ยประกันภัยแค่ครั้งเดียว เพราะหากคุณเลือกซื้อแบบหลัง จะส่งผลให้ต้องวางแผนภาษีใหม่ทุกปี
สรุปเงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้
- ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
- กรมธรรม์ต้องมีอายุคุ้มครอง ≥ 10 ปี
การซื้อประกันชีวิตไม่ควรมองเฉพาะเรื่องลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ควรมองให้ครบทั้ง 3 มิติ คือ
- ความคุ้มครองชีวิตที่ได้รับ
- ผลประโยชน์ตามกรมธรรม์
- ความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยระยะยาว
เพราะประกันชีวิตคือเครื่องมือวางแผนชีวิตและการเงิน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือลดหย่อนภาษีช่วงปลายปี
3. แนะนำประกันชีวิตแบบไหนดี ที่ตอบโจทย์ทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน
หากกำลังมองหาแผนที่ได้ทั้ง “เงินครบกำหนดสัญญาในรูปแบบเงินก้อน” และ “ลดหย่อนภาษี” ไปพร้อมกัน บทความนี้ขอแนะนำ โอเชี่ยนไลฟ์ เลิฟ โพรเทค 77/17 คลิก
ทำไมถึงเหมาะ
แผนนี้เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนระยะยาว เน้นมีเงินก้อนชัดเจนในอนาคต และใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ต่อเนื่อง เพราะระยะเวลาคุ้มครองยาว และรูปแบบการจ่ายเบี้ยประกันภัยชัดเจน
ตอบโจทย์ทั้งคนวัยทำงานที่อยากมีเงินเก็บก้อนใหญ่ และคนที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว
คุณสมบัติเด่น
- คุ้มครองชีวิตถึงอายุครบ 77 ปี
- ชำระเบี้ยประกันภัย 17 ปี
- รับเงินก้อนเมื่อครบสัญญา 177%**
- คุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุด 177%*** ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 11 เป็นต้นไป ช่วยสร้างหลักประกันให้ครอบครัว
- รับเพิ่ม 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
- รับเงินค่าชดเชยการนอนโรงพยาบาล ตลอดอายุสัญญา สูงสุดไม่เกิน 7 วัน ต่อรอบปีกรมธรรม์
- เบี้ยประกันภัยนำไปลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ได้ยาวถึง 17 ปี (หากชำระเบี้ยประกันภัยครบ)
จะเห็นได้ว่า ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะช่วยทั้งสร้างวินัยทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนภาษีในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน เจ้าของกิจการ คนทำงานอิสระ หรือหัวหน้าครอบครัวที่ต้องการสร้างหลักประกันให้คนที่รัก พร้อมเตรียมเงินก้อนสำหรับอนาคต สนใจประกันชีวิตโอเชี่ยนไลฟ์ เลิฟ โพรเทค 77/17 จาก OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต คลิก
ก่อนเลือกประกันชีวิตเพื่อเงินก้อน ควรถามตัวเองอะไรบ้าง
ก่อนตัดสินใจเลือกแบบประกันชีวิต ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน
1. ต้องการเงินก้อนเพื่อเป้าหมายอะไร
เช่น ใช้หลังเกษียณ เป็นเงินสำรองระยะยาว เป็นทุนให้ครอบครัว หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนมรดก
2. ต้องการความคุ้มครองชีวิตมากน้อยแค่ไหน
หากมีภาระครอบครัว หนี้สิน หรือคนที่ต้องดูแล ควรให้ความสำคัญกับจำนวนเงินเอาประกันภัยและความคุ้มครองที่เหมาะสม
3. สามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้ต่อเนื่องหรือไม่
ควรเลือกเบี้ยประกันภัยที่ไม่กระทบสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน และไม่ทำให้ภาระทางการเงินสูงเกินไป
4. ต้องการวางแผนภาษีกี่ปี
หากต้องการลดหย่อนภาษีต่อเนื่อง ควรพิจารณาแบบประกันที่มีระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับแผนภาษีของตัวเอง
5. เข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์ครบถ้วนหรือยัง
ก่อนตัดสินใจ ควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง ผลประโยชน์ ข้อยกเว้น ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย และเงื่อนไขการรับประกันภัยให้ครบถ้วน
ข้อควรทราบ :
*หมายถึง การออมในรูปแบบประกันชีวิต
**กรณีมีชีวิตอยู่ ณ วันครบกำหนดสัญญา บริษัทจะจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ หรือ 102% ของเบี้ยประกันภัยที่ชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดมีค่ามากกว่า)
***บริษัทจะจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ หรือเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ หรือ 102% ของเบี้ยประกันภัยที่ชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดมีค่ามากกว่า)
- % หมายถึง เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
- การรับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
- ความคุ้มครองและการจ่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- เบี้ยประกันชีวิต สามารถนำไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
- ผู้เอาประกันภัยที่ประสงค์จะนำเบี้ยประกันชีวิต ไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องแจ้งความประสงค์และยินยอมให้บริษัทฯ นำส่งข้อมูลเบี้ยประกันชีวิต ให้กรมสรรพากร
- ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผู้ขอเอาประกันภัย/ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจในรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้วโปรดศึกษาเพิ่มเติม