หลายคนเริ่มทำงานแล้วมีเงินเดือนประจำ แต่กลับไม่แน่ใจว่า “ควรซื้อประกันปีละเท่าไรถึงจะพอดีกับรายได้ของตัวเอง” บางคนซื้อเยอะเกินไปจนกลายเป็นภาระทางการเงิน บางคนซื้อไม่พอจนขาดความคุ้มครองเวลาต้องใช้จริง ความจริงคือการซื้อประกันควรอิงจาก รายได้ต่อปี เพื่อให้สัดส่วนเบี้ยประกันภัยไม่กระทบค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชีวิต และยังเพียงพอต่อความเสี่ยงสำคัญต่าง ๆ
บทความนี้จะช่วยให้คุณกำหนด “เพดานเบี้ยประกันภัย” ที่เหมาะสม และเลือกสัดส่วนการซื้อประกันให้สอดคล้องกับรายได้ในแต่ละช่วงชีวิตได้ง่ายขึ้น
ซื้อประกันปีละเท่าไรถึงจะพอดี?
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า เบี้ยประกันภัยรวมทั้งหมดควรอยู่ที่ประมาณ 10–20% ของรายได้ต่อปี ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือประกันออมทรัพย์ เหตุผลคือ
- ไม่หนักเกินไปสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ
- เพียงพอสำหรับความคุ้มครองหลักที่จำเป็น
- ช่วยควบคุมไม่ให้ซื้อหลายกรมธรรม์จนเกินความต้องการ
เช่น ถ้ารายได้ 360,000 บาทต่อปี (เดือนละ 30,000 บาท) ควรใช้เงินทำประกันปีละประมาณ 36,000–72,000 บาท เป็นต้น
การแบ่งสัดส่วนการซื้อประกันตามระดับรายได้
กลุ่มเงินเดือนน้อยกว่า 30,000 บาท/เดือน (<360,000 บาท/เดือน)
งบสำหรับซื้อประกันอาจไม่สูงมาก จึงควร เลือกเพียง 2 ประเภทก่อน เพื่อไม่ให้สับสน และเพื่อให้เงินทุกบาทใช้ไปกับความเสี่ยงที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญมากที่สุด
สัดส่วนที่แนะนำ
- ใช้เงิน 60% กับสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1
สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดอันดับ 1 ควรพิจารณาจากความจำเป็น (Needs) หากคุณไม่มี จะทำให้ชีวิตของคุณลำบากมาก ๆ เช่น หากทำงานเป็นฟรีแลนซ์ หรือทำงานในองค์กรที่ไม่มีประกันสุขภาพเป็นสวัสดิการ อาจเลือกทำประกันสุขภาพพร้อมสัญญาหลักที่เป็นประกันคุ้มครองตลอดชีพ เพราะค่ารักษาพยาบาลมักเป็นรายจ่ายที่ค่อนข้างสูง และบ่อยครั้งเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดฝัน ส่วนประกันคุ้มครองตลอดชีพนั้นให้ความคุ้มครองยาว และมีแบบที่เบี้ยประกันภัยไม่สูงมากนัก ช่วยให้ไม่เป็นภาระสำหรับผู้ที่เงินเดือนยังน้อยอยู่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่
หากคุณมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว แต่เงินเดือนน้อย ทำให้ออมเงินได้ยาก ประกันสะสมทรัพย์อาจมีความจำเป็นมากกว่า ดังนั้น ให้ดูที่ความจำเป็นของตนเองเป็นหลักก่อนแบ่งสัดส่วนในการซื้อประกันชีวิต
- ใช้เงิน 40% กับสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 2
เลือกตามเป้าหมายอื่น ๆ โดยอาจเน้นที่การเสริมความมั่นคงของชีวิต (Safety & Security) เช่น เลือกซื้อประกันสะสมทรัพย์ เพื่อนำเงินครบกำหนดสัญญา หรือเงินคืนระหว่างสัญญา (ถ้ามี) มาเป็นเงินออมเพื่อเป้าหมายในอนาคต* หรือประกันโรคร้าย ที่จะให้เงินก้อนเมื่อตรวจพบโรคร้ายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งคุณสามารถนำไปเป็นค่ารักษา หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ได้ เป็นต้น
ในทางตรงกันข้าม หากคุณเลือกให้ประกันสะสมทรัพย์เพื่อให้ครอบคลุมสิ่งที่ให้ความสำคัญอันดับ 1 แล้ว อาจเลือกประกันสุขภาพ เป็นอันดับ 2 ก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่างการคำนวณ
รายได้ 25,000 บาท/เดือน → รายได้ต่อปี 300,000 บาท
10–20% เบี้ยประกันภัยต่อปี = 30,000–60,000 บาท
>> ใช้กับ ประกันสุขภาพ 60% = 18,000–36,000 บาท โดยขอแนะนำประกันสุขภาพ โอเชี่ยนไลฟ์ เอ็นจอย เฮลท์ เอ็กซ์ตร้า หากทำตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น เพศชาย อายุ 30 ปี เลือกทำแบบไม่มีความรับผิดส่วนแรก แผน 3 เบี้ยประกันภัยรายปี ปีแรก 19,170 บาท เป็นต้น
สนใจโอเชี่ยนไลฟ์ เอ็นจอย เฮลท์ เอ็กซ์ตร้า คลิก
>> ใช้กับ ประกันสะสมทรัพย์ 40% = 12,000–24,000 บาท โดยขอแนะนำประกันสะสมทรัพย์ โอชิ สมอล เซฟ ไลฟ์ ที่เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน
สนใจโอชิ สมอล เซฟ ไลฟ์ คลิก
กลุ่มเงินเดือนมากกว่า 30,000 บาท/เดือน (>360,000 บาท/เดือน)
เมื่อรายได้สูงขึ้น คุณสามารถกระจายความคุ้มครองให้ครบถ้วนได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้ดังนี้
สัดส่วนที่แนะนำ
- ใช้เงิน 50% กับสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1
- ใช้เงิน 30% กับสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 2
สามารถใช้หลักเกณฑ์ในการเลือกแบบเดียวกับกลุ่มเงินเดือนน้อยกว่า 30,000 บาทได้เลย
- ใช้เงิน 20% กับสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 3
อาจเน้นที่การเสริมความมั่งคั่ง เช่น ประกันบำนาญ ที่ช่วยให้คุณมีรายได้หลังเกษียณ หรืออาจเป็นประกันสะสมทรัพย์ เพื่อสะสมเงินก้อนสำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ๆ ก็ได้ เป็นต้
ตัวอย่างการคำนวณ
รายได้ 45,000 บาท/เดือน → รายได้ปีละ 540,000 บาท
10–20% เบี้ยประกันภัยต่อปี = 54,000–108,000 บาท
>> ใช้กับ ประกันสุขภาพ 50% = 27,000–54,000 บาท โดยขอแนะนำประกันสุขภาพโอเชี่ยนไลฟ์ ซูพรีม เฮลท์ ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดถึง 100 ล้านบาทต่อปี** คลิก
>> ใช้กับ ประกันสะสมทรัพย์ 30% = 16,000–32,000 บาท โดยขอแนะนำประกันสะสมทรัพย์ โอเชี่ยนไลฟ์ ออมสบาย 10/4 ที่เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นจะอยู่ที่ 30,000 บาท คลิก หรือจะเป็นโอชิ สมอล เซฟ ไลฟ์ ก็ได้เช่นกัน
>> ใช้กับ ประกันบำนาญ 20% = 11,000–22,000 บาท โดยขอแนะนำเป็นรีไทร์ เรดดี้ 85/60 ที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยยาวหลายปี แต่เบี้ยประกันภัยจะถูกกว่าประกันบำนาญที่จ่ายระยะสั้น ๆ
สนใจรีไทร์ เรดดี้ คลิก
การซื้อประกันไม่ใช่การซื้อเยอะที่สุด แต่เป็นการซื้อให้ “พอดีรายได้” “พอดีความเสี่ยง” และช่วยเสริมความมั่นคงและมั่งคั่ง หลักคิดง่าย ๆ คือใช้รายได้ 10–20% เป็นเพดานเบี้ยประกันภัยต่อปี จากนั้นค่อยแบ่งสัดส่วนตามระดับรายได้ของตัวเอง โดยเมื่อจัดสัดส่วนอย่างเป็นระบบ การซื้อประกันจะไม่ใช่เรื่องหนักใจอีกต่อไป และยังทำให้ได้ความคุ้มครองครบ โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตในแต่ละเดือนอีกด้วย
ข้อควรทราบ :
* เป็นการออมเงินในรูปแบบประกันชีวิต
** กรณีขอเอาประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ ซูพรีม เฮลท์ (Supreme Health) แผน Platinum
- โอเชี่ยนไลฟ์ เอ็นจอย เฮลท์ เอ็กซ์ตร้า เป็นชื่อทางการตลาดของสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพเอ็นจอย เฮลท์ เอ็กซ์ตร้า (Enjoy Health Extra)
- โอเชี่ยนไลฟ์ ซูพรีม เฮลท์ เป็นชื่อทางการตลาดของสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ ซูพรีม เฮลท์ (Supreme Health)
- การรับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
- ความคุ้มครอง และการจ่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- สัญญาเพิ่มเติม/บันทึกสลักหลังมีระยะเวลาเอาประกันภัย 1 ปี ผู้เอาประกันภัยอาจขอต่ออายุสัญญาเพิ่มเติม/บันทึกสลักหลังได้ ภายใต้เงื่อนไขสัญญาเพิ่มเติม ทั้งนี้ สำหรับปีต่ออายุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเบี้ยประกันภัย หรือให้ผู้เอาประกันภัยมีค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) ขึ้นอยู่กับอายุ ชั้นอาชีพ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น หรือจากประสบการณ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ของบริษัท
- ค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) หมายถึง ความรับผิดระหว่างบริษัทประกันภัยและผู้เอาประกันภัยที่ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล อันจะพึงจ่ายตามจำนวนเงินผลประโยชน์ภายหลังหักจำนวนความรับผิดส่วนแรก (ถ้ามี)
- การนำส่งเบี้ยประกันภัยเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยการที่ตัวแทนประกันชีวิตมาเก็บเบี้ยประกันภัยเป็นการให้บริการเท่านั้น
ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผู้ขอเอาประกันภัย/ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจในรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้งเมื่อได้รับกรมธรรม์แล้วโปรดศึกษาเพิ่มเติม