
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น “มะเร็ง” หนึ่งในคำถามแรก ๆ ที่ผู้ป่วยและครอบครัวมักสงสัยคือ ต้องรักษาด้วยการฉายแสงหรือคีโม และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร เพราะแม้ทั้งสองวิธีจะมีเป้าหมายเดียวกันคือ มุ่งหวังให้โรคสงบ หรือทุเลาจากอาการของโรค แต่ขั้นตอนการรักษา ผลข้างเคียง รวมถึงค่าใช้จ่ายกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความต่างของการฉายแสงและคีโม พร้อมเปิดค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
การฉายแสง คืออะไร
การฉายแสง หรือการฉายรังสี หรือรังสีรักษา (Radiotherapy) คือ วิธีการรักษาเนื้องอกทั้งชนิดมะเร็ง และไม่ใช่มะเร็ง โดยใช้รังสีพลังงานสูง ที่มีคุณสมบัติในการทำลายสารพันธุกรรมในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลที่เกิดขึ้นจากการได้รับรังสีนั้น จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติที่ขาดคุณสมบัติในการซ่อมแซมตัวเอง รวมถึงทำลายกลุ่มเส้นเลือดที่นำสารอาหารมาหล่อเลี้ยงเซลล์เหล่านั้นด้วย ทำให้เซลล์ที่ผิดปกติอาจตายได้ในที่สุด โดยรังสีที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ รังสีเอกซ์พลังงานสูง
ประเภทของการฉายแสงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือการฉายแสงระยะใกล้ (Brachytherapy) และการฉายแสงระยะไกล (External beam radiation therapy : EBRT) โดยการฉายแสงระยะไกลสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ได้หลายประเภท เช่น
- การฉายรังสีแบบ 2 มิติ (Conventional radiotherapy) เป็นการฉายรังสีแบบดั้งเดิม ที่ไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่นาน แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่ออวัยวะข้างเคียงได้
- การฉายรังสีแบบ 3 มิติ (Three dimension conformal radiotherapy : 3D-CRT) เป็นการฉายรังสี ที่นำภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลภายในร่างกายผู้ป่วยแบบ 3 มิติ คือแนวกว้าง ยาว และลึก เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาและคำนวณปริมาณรังสี
- การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม (Intensity modulated radiation therapy : IMRT) เป็นเทคนิคการฉายรังสีที่ซับซ้อนมากขึ้นจากการฉายรังสีแบบ 3 มิติ สามารถปรับความเข้มในแต่ละพื้นที่ให้แตกต่างกัน และปริมาณรังสีที่ออกมามีความเหมือนและสอดคล้องกับก้อนที่ต้องการฉาย
ค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาแบบฉายแสง
ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาแบบฉายแสงอาจมีความแตกต่างกันตามเทคนิคการรักษาและสถานพยาบาล โดยแบบเหมาจ่ายจะเริ่มต้นที่ประมาณ 35,000 บาทต่อคอร์ส สำหรับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ หรือหากคิดเป็นรายครั้ง จะอยู่ที่ 4,000 บาทสำหรับการรักษามะเร็งทั่วไป (อ้างอิงตามอัตราการจ่ายของประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น)
ตัวอย่างประมาณการค่าฉายรังสีในเวลาราชการสำหรับโรคมะเร็งที่พบบ่อย โดยสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีดังนี้
| มะเร็งที่พบบ่อย | ค่าฉายแสงโดยประมาณ (บาท) |
| 1. มะเร็งศีรษะและลำคอ | |
|
131,000 |
|
186,600 |
| 2. มะเร็งเต้านม | |
|
84,500 |
|
69,300 |
| 3. มะเร็งกระจายไปสมอง | |
|
34,400 |
|
49,100 |
| 4. มะเร็งต่อมลูกหมาก เทคนิค IMRT/VMAT | 150,800 |
| 5. มะเร็งลำไส้ใหญ่ เทคนิค 3 มิติ | 103,000 |
สามารถดูรายละเอียดค่ารักษาโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ด้วยการฉายแสงได้ที่วิดีโอนี้ https://youtu.be/CmduuxoHtik
คีโม คืออะไร
คีโม หรือเคมีบำบัด (Chemotherapy) คือ การรักษามะเร็งโดยใช้ยาเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยาเหล่านี้ทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าลง หรือหยุดการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม ยาเคมีบำบัดจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติบางชนิดในร่างกายที่มีการแบ่งตัวเร็วกว่าเซลล์ชนิดอื่น เช่น เซลล์ผมและเซลล์เม็ดเลือด ผู้ป่วยหลาย ๆ คนจึงได้รับผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัด
สูตรของเคมีบำบัดแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยแต่ละสูตรมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป เช่น
- เคมีบำบัดแบบเดี่ยว (Single-agent chemotherapy) มักใช้ในมะเร็งบางชนิดที่ตอบสนองดีต่อยาเดี่ยว
- เคมีบำบัดแบบผสม (Combination chemotherapy) ใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฆ่าเซลล์มะเร็งและลดโอกาสดื้อยา
- เคมีบำบัดแบบยามุ่งเป้า (Targeted chemotherapy) ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.ocean.co.th/articles/targeted-therapy
ค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาแบบคีโม
การรักษาแบบคีโมต้องทำหลาย ๆ ครั้งเช่นเดียวกับการรักษาแบบฉายแสง แต่มักไม่ได้กำหนดค่ารักษาเป็นคอร์ส เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนอาจใช้ยาเคมีบำบัดในระยะเวลาและปริมาณที่ไม่เท่ากัน โดยแต่ละครั้งก็อาจใช้ปริมาณต่างออกไปจากเดิมได้ นอกจากนั้น ผู้ป่วยหลายคนต้องใช้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน เช่น ยาเคมีบำบัดสูตร FLOX ประกอบด้วยยา Oxaliplatin, Fluorouracil และ Leucovorin เป็นต้น
ตัวอย่างอัตราจ่ายค่ายาเคมีบําบัดการรักษาโรคมะเร็ง
| สูตรยาเคมีบำบัด | ค่ายาเคมีบำบัดขั้นต่ำ | ตัวอย่างมะเร็งที่ใช้รักษา |
| สูตร FLOX | ||
| Oxaliplatin | 50 mg ราคา 1,186 บาท/vial | มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยทั่วไปมักจะให้ Fluorouracil คู่กับ Leucovorin ทุก 1 สัปดาห์ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ ส่วนยา Oxaliplatin จะให้ห่างกันทุก 2 สัปดาห์ ให้ยาทั้งหมด 3 รอบ |
| Fluorouracil | 250 mg ราคา 67.50 บาท/vial | |
| Leucovorin (Folinic acid, calcium folinate) | 50 mg ราคา 528 บาท/vial | |
| สูตร AC | ||
| Doxorubicin | 10 mg ราคา 220 บาท/vial | มะเร็งเต้านม สำหรับฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ทุก 3 สัปดาห์ นับเป็น 1 รอบ นาน 4 รอบ |
| Cyclophosphamide | 50 mg ราคา 10 บาท/vial | |
| สูตร CG | ||
| Carboplatin | 150 mg ราคา 500 บาท/vial |
มะเร็งปอด, มะเร็งรังไข่, โดยให้ยา Carboplatin ในวันแรกของรอบการรักษา และยา Gemcitabine ในวันที่ 1 และ 8 ของรอบการรักษา ให้ซ้ำทุก 3 สัปดาห์ นับเป็น 1 รอบ ทั้งหมดประมาณ 6 รอบ |
| Gemcitabine | 200 mg ราคา 361 บาท/vial | |
(อ้างอิงประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น)
จะเห็นได้ว่าแม้อัตราการจ่ายค่ายาขั้นต่ำต่อหน่วยจะดูราคาไม่สูงมาก แต่ต้องให้หลายรอบ เช่น สูตร FLOX แต่ละรอบต้องใช้ Fluorouracil คู่กับ Leucovorin จำนวน 6 ครั้ง คิดเป็นเงินขั้นต่ำ (ุ67.50 + 528) x 3 = 3,573 บาท และยา Oxaliplatin จำนวน 3 ครั้ง คิดเป็นเงิน 3,558 บาท เท่ากับรอบละ 7,131 บาท ซึ่งต้องทำการรักษา 3 รอบ คิดเป็นเงิน 21,393 บาท เป็นต้น โดยจากตัวอย่างดังกล่าวเป็นเพียงอัตราจ่ายค่ายาขั้นต่ำของประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ และยิ่งหากเป็นการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาพยาบาลจะยิ่งสูงขึ้นอีก
นอกจากนั้น ผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้ปริมาณยามากกว่ายาขั้นต่ำ หรือรักษาหลายรอบ ซึ่งจะทำให้ค่ารักษายิ่งสูงขึ้นไปอีก
ความแตกต่างระหว่างฉายแสงและคีโม
| ความแตกต่างด้านต่าง ๆ | ฉายแสง | คีโม |
| วิธีการ | ใช้รังสีพลังงานสูง | ใช้ยาเคมีบำบัด |
| ประเภทและลักษณะของมะเร็ง | - มะเร็งที่มีขนาดเล็ก - มะเร็งที่มีตำแหน่งชัดเจน |
- มะเร็งในระยะแพร่กระจาย - มะเร็งที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่กระจาย - เซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่จากการผ่าตัด |
| เป้าหมายของการรักษา | ทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะจุด และใช้เพื่อบรรเทาอาการในผู้ป่วยที่มีมะเร็งระยะลุกลาม | ยับยั้งการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย |
| ผลข้างเคียง | ระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษา อ่อนเพลีย และผมร่วง | ยาเคมีบำบัดสามารถทำลายเซลล์ปกติที่เจริญเติบโตเร็วเช่นเดียวกับเซลล์มะเร็ง จึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลีย |
ในความเป็นจริง การรักษามะเร็งไม่ได้จำกัดว่าต้องเลือกเพียงฉายแสงหรือคีโมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะแพทย์อาจวางแผนให้ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันตามชนิด ระยะ และความรุนแรงของโรค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด หรือใช้ร่วมกัน ค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งยังคงอยู่ในระดับสูง ตั้งแต่ค่าหัตถการ ค่ายา ค่าฉายแสง ค่าติดตามอาการ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ
ด้วยเหตุนี้ การมีประกันโรคร้ายแรงจึงเป็นตัวช่วยสำคัญ เนื่องจากประกันโรคร้ายจะให้เงินก้อน เมื่อคุณตรวจพบโรคมะเร็งตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ ให้ผู้ป่วยสามารถโฟกัสกับการรักษาและการฟื้นฟูร่างกายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าค่าใช้จ่ายจะกระทบต่อเงินออมหรือครอบครัวในระยะยาว เนื่องจากสามารถใช้เงินก้อนนั้น ในการแบ่งเบาภาระค่ารักษา หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ต้องการได้
สนใจประกันโรคร้ายแรง คลิก https://www.ocean.co.th/our-products/health-protection
อ้างอิง :
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลศูนย์รังสีร่วมพิกัด
RAMA Channel
ศูนย์มะเร็ง ชีวารักษ์
ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีการให้เคมีบำบัดหรือฮอร์โมนหรือรังสีรักษา สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมบริการผู้ป่วยนอกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งกรณีที่มีเหตุสมควรสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ยาเคมีบำบัดสูตร FLOX
ยาเคมีบำบัดสูตร ACยาเคมีบำบัดสูตร Carboplatin/Gemcitabine
คู่มือการใช้ยาเคมีบำบัด ปีพ.ศ. 2567 โรงพยาบาลลำพูน
โรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตรา